JustMakeWeb.com รับทำเว็บไซต์ รับทำเว็บโรงแรม รับทำเว็บขายของ รับทำเว็บบริษัท เว็บสำเร็จรูป รับทำเว็บร้านค้า ออกแบบเว็บไซต์ ใช้งานได้ง่าย รองรับ SEO โปรโมท GOOGLE ให้ติดอันดับได้อย่างรวดเร็ว , ลงโฆษณาฟรี VPS ราคาถูก
รับทำเว็บไซต์
0

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

EXPERT TIPS

1.Question: ปัญหาสิวสาเหตุและการดูแล
 Answer: เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ๆได้แก่ ความผิดปกติของการผลัดเซลล์ผิวหนัง ความไม่สมดุลย์และปริมาณการสร้างน้ำมันจากต่อมไขมันในผิวหนังและการติดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ ทั้ง 3 สาเหตุเป็นต้นเหตุให้เกิดการอุดตันที่เรียกว่า Comedone (โคมีโดน) และทำให้เกิดการอักเสบตามมาโดยทั่วไปแล้วสิวมีหลายชนิดได้แก่ สิวหัวดำ เกิดจากโคมีโดนที่อุดตันเปิดออกสู่ภายนอกผิวหนัง เกิดเป็นจุดดำๆ สิวหัวขาว หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นหัวสิว ฝังอยู่ใต้ผิว สิวอักเสบ ที่มีลักษณะบวมแดง และสิวซีสต์หรือสิวหัวช้าง ที่มีลักษณะบวม เป็นหนอง มีอาการอักเสบมาก  
 
การรักษาสิวโดยหลักการแล้วมักเริ่มต้นด้วยยาทา ได้แก่ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ เพื่อช่วยลดการสร้างน้ำมันและเพิ่มการผลัดเปลี่ยนของเซลล์ผิวหนังเพื่อลดการอุดตัน ยาในกลุ่ม ฆ่าเชื้อสิว และยาปฎิชีวนะ เพื่อช่วยควบคุมเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการอักเสบ  หากอาการเป็นมาก มีการอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทาน ในกลุ่มยาปฎิชีวนะ หรือยาในกลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ซึ่งต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น

ระหว่างการรักษาสิว ผู้ป่วยควรใช้สารทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบในการลดการอักเสบ เช่น Salicylic หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเหนียวเหนอะหนะซึ่งก่อให้เกิดการอุดตัน และงดเว้นการบีบและแกะสิวด้วย จะทำให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจมากยิ่งขึ้นครับ  



 
นพ.สมิทธ์ อารยะสกุล
สยามเดอมาร์ติกส์ คลินิค
www.siamdermatiks.com   

2.Question:ปัญหาริ้วรอยก่อนวัย สาเหตุและการดูแล ?
Answer: ริ้วรอยบนใบหน้าเกิดได้หลายสาเหตุ ขอแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ริ้วรอยที่อยู่เฉยๆ ก็มี และ ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ เช่น ขมวดคิ้วเวลาโกรธ ตีนกา เวลายิ้ม รอยย่นที่หน้าผาก เป็นต้น 
 
ริ้วรอยที่เกิดเวลาอยู่เฉยๆ เกิดจากการเสื่อมสภาพตามวัย และ การเสื่อมจากการโดนแดด (Photo aging) ซึ่งสามารถป้องกันได้ โดยการใช้สารกันแดด และ ผลิตภัณฑ์ ที่ให้ความชุ่มชื่น ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือการทำเลเซอร์ ใช้สารเติมเต็มฟิลเลอร์ ส่วนริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ รักษาได้โดยการฉีดสารโบท็อก ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อถึงแม้ว่าจะมีการรักษา แต่การป้องกันดีที่สุดค่ะ







 
ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์
(ธรรมศักดิ์)
สยามเดอมาร์ติกส์ คลินิค
www.siamdermatiks.com

3.Question: การฟื้นฟูผิวที่บอบบางหลังการทำเลเซอร์
Answer: ปกติผิวหนังแบ่งเป็น  ผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม  เมื่อทำเลเซอร์ผิวหน้าแล้วการดูแลผิวหลังทำเป็นสิ่งสำคัญการทำเลเซอร์ยังแบ่งเป็น 2ชนิด คือ
1.ทำเลเซอร์ชนิดมีแผล เช่น ไฝ กระเนื้อ ขี้แมลงวัน หรือกรอหน้าเพื่อรักษาแผลเป็นหลุม การดูแลหลังทำ ห้ามแผลโดนน้ำ 24 ชม. แพทย์ให้ยาทาเพื่อลดอักเสบ หลังจากนั้น 4- 5 วัน สะเก็ดหลุดแผลจะเป็นสีชมพู หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยใช้ยากันแดดที่มี  SPF 30ขึ้นไป และควรใช้ครีมบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ
2.  เลเซอร์ชนิดไม่เป็นแผล เช่น เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจล กระชับรูขุมขน เลเซอร์หน้าใส ข้อควรระวังการทำเลเซอร์จำพวกนี้จะมีอาการผิวแห้ง เนื่องจากเลเซอร์ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวชั้นบน แพทย์จึงแก้ปัญหาด้วยการประคบเย็น เป่าเย็น หรือมาร์คเย็นหลังทำ การดูแลหลังทำ งดรบกวนผิว เช่น การใช้ครีมล้างหน้ากลุ่มสครับผิว การนวดหน้า เช็ดถูหน้าแรง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหนอะหนะในกลุ่มบำรุง และกันแดด เป็นประจำ





 


นพ.จารุวัธน์  พลเดช
พาเรโต้คลินิก
www.paretosclinic.com

 
4.Question: ปัญหาฝ้า กระ สาเหตุและการดุแล?
Answer: ฝ้า (Melasma)  เป็นความผิดปกติของเซลล์ที่สร้างเม็ดสีหรือสารเมลานิน ในชั้นของผิวหนัง ที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น  มีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นสีน้ำตาลที่ใบหน้า โดยเฉพาะที่บริเวณแก้ม  จมูก หน้าผาก คาง บริเวณที่ถูกแสงแดด  รอยโรคจะเกิดขึ้นช้าๆ และมักเป็นเหมือนกันทั้งสองข้างของใบหน้า พบได้บ่อยในหญิงวัยกลางคน ผื่นนี้จะมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดดกระตุ้น

 สาเหตุ  เชื่อว่าฝ้าน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่
  1. แสงแดด   เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ รังสี UVA และ UVB เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้นได้ทั้งสิ้น
  2. ฮอร์โมน  พบผู้ป่วยที่เป็นฝ้าในขณะตั้งครรภ์ หรือรับประทานยาคุมกำเนิด ได้บ่อย ซึ่งหลังคลอดหรือหยุดยา ฝ้าอาจจะจางลงได้
  3. ยา  โดยเฉพาะในกลุ่มยากันชัก  Diphenylhydantoin, Mesantoin
  4. เครื่องสำอาง  การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้
  5. พันธุกรรม  

ชนิดของฝ้า  สามารถแบ่งได้ตามการเปลี่ยนแปลงทางจุลพยาธิวิทยา ออกเป็น 3 ชนิด คือ
  1. ชนิดที่เกิดในชั้นหนังกำพร้า  ( Epidermal type )
  2. ชนิดที่เกิดในชั้นหนังแท้ ( Dermal type )
  3. ชนิดผสม ที่มีพยาธิสภาพชองชนิดที่ 1 และ ชนิดที่ 2 ร่วมกัน  ( Compound type )

 การรักษา  หลักการรักษาฝ้า ได้แก่
  1. การป้องกันไม่ให้ฝ้าเป็นมากขึ้น  โดยการหาสาเหตุ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า ได้แก่ ยาคุมกำเนิดและ แสงแดด  ควรฝึกการใช้ร่มเวลาออกไปในที่แจ้งให้เป็นนิสัย และใช้ยากันแดดเป็นประจำ โดยเลือกใช้ชนิดที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB  และควรมีค่าประสิทธิภาพของยากันแดด ( sun protective factor หรือ SPF )  SPF 15 หรือมากกว่าขึ้นไป และคววรต้องคำนึงถึงอัตราเสี่ยงของการเกิดผื่นแพ้หรือสิวบนใบหน้าจากยากันแดดนั้นๆด้วย
  2. การทำให้ฝ้าจางลงด้วยยาหรือสารที่ทำให้ผิวขาวขึ้น ( Skin Whitening agents )  อาทิเช่น Hydroquinone , Retinoic acid , Corticosteriod , Azelaic acid เป็นต้น รวมถึงยาอื่นๆ ที่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารเคมีใหม่ๆ เพื่อหวังว่าจะพัฒนาการรักษาฝ้าให้ได้ผลดี และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ผลการรักษายังต้องติดตาม เช่น  Kojic acid, Glycolic acid, Arbutin และ Licorice เป็นต้น
  3. วิธีการรักษาอื่น  เป็นการรักษาเสริมเพื่อทำให้ฝ้าจางเร็วขึ้น เช่น
  • การลอกฝ้าด้วยสารเคมี ( chemical peeling ) สารเคมีเช่น  trichloroacetic acid 30%, glycolic acid 50-70% อาจช่วยลอกผิวหนังส่วนบนทำให้ฝ้าจางลงได้ เป็นวิธีรักษาที่ได้ผลพอสมควรในมือของแพทย์ผู้มีความชำนาญ
  • การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ ( laser therapy ) ผลการรักษาไม่ค่อยดีนัก และมักเกิดการกลับเป็นซ้ำ
  • Iontophoresis คือ การใช้ประจุไฟฟ้าผลักตัวยารักษาฝ้าให้เข้าไปในผิวหนังเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มผลการรักษา ผลการรักษายังคงต้องติดตาม
ในทางการแพทย์ การรักษาฝ้าให้ดูดีขึ้นเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างจะใช้เวลา และผลการรักษาอาจไม่สมบูรณ์ หรือแม้ได้ผลแล้วก็อาจกลับเป็นใหม่ได้ ฉะนั้น ก่อนเริ่มการรักษา แพทย์ต้องชี้แจงให้ผู้ที่รับการรักษาเข้าใจวิธีการและขั้นตอนการักษาอย่างแจ่มแจ้ง พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และไม่หวังผลมากจนเกินความเป็นไปได้
กระแดด ( Freckle ) กระแดด เป็นจุดสีน้ำตาลหรือสีดำขนาดเล็ก มักเล็กกว่า 0.5 ซม. ที่บริเวณในหน้า และบริเวณที่โดนแสงแดด รอยกระเกิดขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ ในคนที่มีแนวโน้มที่จะเกิดการตกกระ เชื่อว่าเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบได้มากในผู้ที่มีสีผิวขาว ปกติรอยกระจะมีสีเข้มขึ้นหลังจากถูกแดดมาก เช่นไปเที่ยวทะเล หรือมีกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้าหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดระยะหนึ่ง รอยโรคจะมีสีจางลงได้
การรักษา กระแดดไม่มีอันตราย จึงไม่จำเป็นต้องรั กษา ถ้าไม่อยากให้กระดูเข้มขึ้น ควรหลบเลี่ยงแสงแดด และควรใช้ยากันแดดที่มีค่า SPF ( Sun Protective Factor ) สูง ตั้งแต่หมายเลข 15 ขึ้นไป  ส่วนการใช้ยาทารักษา ไม่ค่อยได้ผลดีนัก อาจใช้ยาทา เช่น hydroquinone ทำให้จางลงได้บ้าง ส่วนการลบรอยกระอย่างถาวรนั้น อาจทำได้โดยใช้จี้ด้วยแสงเลเซอร์ หรือเครื่องจี้ไฟฟ้า



 

นพ.โสภณ เอี่ยมศิรินุก
The Skin Clinic
www.theskin.co.th

 

 

  

5.Question: จะทราบได้อย่างไรว่าผิวของคุณบอบบางหรือแพ้ง่าย และจะทำอย่างไร?

Answer:สังเกตปฏิกิริยาของผิวเมื่อต้องสัมผัสกับภาวะอากาศหรือสารต่างๆ ว่าผิวของคุณเกิดอาการผิดปกติใดๆหรือไม่ ซึ่งมี 2 ปัจจัย
 
1. ผิวไวจากภาวะภายนอก เช่น
     -ผิวไวต่อแสงแดด อาการที่เกิดกับผิวคือ เมื่อถูกแดดมักจะแพ้ แดง แสบ หรือคัน มีผื่นตาม
     -บริเวณนอกร่มผ้าที่โดนแดด เช่น บริเวณโหนกแก้ม แขนด้านนอก คอ
     -ผิวไวต่อฝุ่น  ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงฝุ่นจากธรรมชาติอย่างเดียว อาจแพ้สิ่งปนเปื้อนที่มากับฝุ่น เช่น ผง  ซีเมนต์ เชื้อแบคทีเรีย ไร  หรือละอองเกสรดอกไม้ ผิวที่ไวต่อฝุ่นมักพบผื่นแพ้ บวมแดง คัน บริเวณนอกร่มผ้าเช่นกัน
     -ผิวไวต่ออากาศ เมื่ออากาศร้อนจัด เย็นจัด หรือความชื้นที่ต่ำลง ผิวอาจมีผื่นแพ้ขึ้นได้
     -ผิวไวต่อเครื่องสำอาง
 
2. การแพ้เครื่องสำอางสำหรับบางคนจะแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม สารกันบูด หรือสารดูแลผิว เช่น กรดผลไม้ กรดวิตามินเอ ยารักษาสิว ครีมนวดหน้า ถึงแม้จะหยุดใช้ อาการแพ้ก็ยังคงอยู่และต้องการการดูแลรักษา
 
3.ผิวไวที่เกิดจากโรคภายในผิวหนังเอง ซึ่งโรคดังกล่าวได้แก่ โรคภูมิแพ้ชนิดเอ๊กซีมาและชนิด Seborrheic Dermatitis หรือเซ็บเดิร์ม   
 
อาการของโรคคือ มีขุยแดง หรือมีตุ่มหนอง ตุ่มแดงที่แก้ม ข้างจมูก ขนคิ้ว ศีรษะ หลังใบหู บางคนอาจมีผื่นที่กลางหน้าอกและกลางหลังด้วยถ้าคุณเป็นคนผิวแพ้ง่าย การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ มีหลักการง่ายๆในการปฏิบัตินะคะ
 
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว
ควรใช้คลีนเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว และควรหลีกเลี่ยงการใช้ โทนเนอร์ เนื่องจากจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย
 
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั้งเช้าและเย็น ในตอนเช้าควรเลือกผลิตภัณฑ์ เดย์ไทม์ ตามด้วยผลิตภัณฑ์กันแดดที่สามารถกันได้ทั้ง UVA และ UVB โดยมี SPF อย่างน้อย 15 ขึ้นไป หลังจากนั้นตามด้วยรองพื้นหรือแป้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ควรเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามคุณควรทดสอบผลิตภัณฑ์นั้นก่อนการใช้จริง โดยทาปริมาณน้อยๆบริเวณหลังหูหรือท้องแขน หากไม่มีอาการระคายเคืองก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นได้ ส่วนตอนกลางคืนควรใช้ผลิตภัณฑ์ ไนท์ไทม์ แต่ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายควรจะหลีกเลี่ยงสารจำพวก วิตามินเอ และกรดผลไม้ต่างๆ เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย
ด้วยหลักการง่ายๆเพียงเท่านี้ คุณก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างไม่ต้องกังวลใจแล้วค่ะผิวไวที่เกิดจากโรคภายในผิวหนังเอง ซึ่งโรคดังกล่าวได้แก่ โรคภูมิแพ้ชนิดเอ๊กซีมาและชนิด Seborrheic Dermatitis หรือเซ็บเดิร์ 

 

 
พญ.กุหลาบ  จิตรมิตรภาพ
ผิวดี คลีนิค
www.piwdeeclinic.com

 

6.ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติดีอย่างไร?
สารสกัดจากธรรมชาติมักมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูและดูแลผิวแบบองค์รวมเนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งยังช่วยให้ฟื้นฟูสภาพผิวได้เต็มประสิทธิภาพและอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว มักไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง

นพ.พีรวรรธน์ ศรีสุคนธ์
พีรวรรธน์คลินิค
โทร 02-245-2098

 


7.Question: ลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นอย่างปลอดภัยและได้ผลรวดเร็ว
Answer : 
คงไม่มีใครอยากให้หน้าเหี่ยว หน้าแก่ก่อนวัย หรืออยากมีริ้วรอยเหี่ยวย่นที่จะทำให้หน้าดูสูงอายุ การรักษาผิวหน้าด้วยการกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่น จึงเป็นวิทยาการที่ต้องการของผู้ที่อยากมีใบหน้าที่สดใส ไร้ริ้วรอย และดูอ่อนกว่าวัย

วิธีการลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น มีหลายวิธีด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้มีริ้วรอยชนิดใด ซึ่งริ้ยรอยเหี่ยวย่นมี 2 ชนิดใหญ่ๆด้วยกัน
  1. ริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า(Dynamic lines) ริ้วรอยชนิดนี้เกิดขึ้นจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อเป็นหลัก เปรียบเสมือนกับเราเอามือขยุ้มกระดาษแล้วเกิดเป็นรอยยับ ก็เหมือนกับกล้ามเนื้อที่บีบตัว ทำให้ผิวหนังเกิดรอยยู่เป็นริ้วรอยเกิดขึ้น ตัวอย่างของริ้วรอยชนิดนี้ ได้แก่ รอยตีนการอบดวงตา รอยย่นขมวดคิ้ว รอยย่นหน้าผาก รอยที่คาง และรอยย่นที่คอ เป็นต้น ถ้าเรายังคงไม่รักษา ปล่อยให้รอยเกิดอยู่อย่างนั้น รอยที่ว่านี้ก็จะเกิดลึกขึ้นๆ และรอยใหม่ๆก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ การรักษารอยเหี่ยวย่นชนิดนี้ ต้องอาศัยวิธีคลายการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ด้วยการรักษาด้วยโบท็อกซ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยแล้ว ยังทำให้ริ้วรอยหายได้อย่างชัดเจน และยังช่วยป้องกันรอยใหม่ๆไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้วย
  2. ริ้วรอยที่เกิดจากคอลลาเจนเสีย(Static lines) คอลลาเจนเป็นตัวทำให้ผิวเรียบ ถ้าคอลลาเจนเสื่อมลง ริ้วรอยก็จะเริ่มเกิดขึ้น ปกติคนเราเมื่ออายุ20ปีเป็นต้นมา คอลลาเจนจะเสื่อมลงมากกว่าการสร้าง ดังนั้นผิวจะเริ่มเกิดรอยย่น และหย่อนยานหลังจากอายุ20ปี และริ้วรอยก็จะเป็นมากขึ้นๆทุกๆวัน การรักษารอยชนิดนี้ สามารถทำได้2วิธี วิธีแรกคือการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยเลเซอร์ และการใช้Filler ชนิดHyaluronic acidsเพื่อเติมเต็มริ้วรอย
สารเติมเต็มHyaluronic acids
ริ้วรอยบางอย่างที่เป็นร่อง ถ้าจะให้เห็นผลได้ดี ต้องอาศัยตัวเติมเต็ม(Filler) โดยสารที่นิยมใช้ ได้ผลดี และปลอดภัย คือ Hyaluronic acids ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติเหมือนกับผิวหนังของมนุษย์อยู่แล้ว เป็นตัวที่ทำให้ผิวเราชุ่มชื้น เต่งตึง ซึ่งร่างกายเราจะสลายสารนี้ทุกๆวัน ผิวเราจึงเกิดริ้วรอยและหย่อนยานขี้นเรื่อยๆ เมื่อเราเติมเต็มสารนี้ไปบริเวณที่เป็นริ้วรอย ริ้วรอยก็จะหายไปหรือลดลงทันที และร่างกายเราก็จะย่อยสลายสารตัวนี้ให้หมดไป ภายในเวลา8เดือนถึง1ปีกว่า ดังนั้นสารนี้จึงปลอดภัย ไม่ไหล ไม่สะสม และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย เพราะเป็นสารที่โครงสร้างเหมือนสารในร่างกายเราอยู่แล้ว และไม่อยู่อย่างถาวร ซึ่งต่างจากซิลิโคนที่เป็นสารแปลกปลอม อยู่อย่างถาวร แต่เป็นสารต้องห้ามที่มีอันตราย

บริเวณที่นิยมใช้การรักษาด้วยHyaluronic acidsนี้คือ ริ้วรอยร่องแก้ม ริ้วรอยร่องมุมปาก และริ้วรอยอื่นๆที่แก้ไขด้วยโบท็อกซ์ไม่ได้หรือแก้ไขด้วยโบท็อกซ์ดีขึ้น แต่ยังไม่หมด

นอกจากนี้Hyaluronic acidsยังนิยมใช้เติมจมูกให้โด่งสวยได้ทันที โดยไม่ต้องผ่าตัดไม่ต้องพักฟื้น การรักษาด้วยวิธีนี้จึงเป็นที่นิยมสูงมาก การเติมสารHyaluronic acidsยังใช้เติมเต็มส่วนบกพร่องบริเวณอื่นได้อีก เช่น เติมโหนกแก้มให้นูนขึ้น เติมแก้ขมับตอบ เติมให้คางยาวได้รูป เติมร่องตาให้สดใสไม่อิดโรย และเติมเต็มแก้มตอบให้หน้าดูสวยและ แลดูอ่อนวัยลง โดยเป็นสารที่ปลอดภัย และผ่านการรับรองแล้ว

อย่างไรก็ตามปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และบางคนอาจมีริ้วรอยหลายชนิดเกิดร่วมกัน การรักษาที่ได้ผลดีและควรใช้วิธีใด จึงควรอาศัยการวิเคราะห์และคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอย่างเหมาะสมครับ

นพ. รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์
สถาบันแพทย์ความงาม RFDI
www.rfdi.co.th